You dont have javascript enabled! Please enable it!

S-Design News
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก S-Design News เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง S-Design News ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร S-Design News อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจ (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

เจาะลึกการทำ Data Encryption วิธีเข้ารหัสข้อมูลบริษัททั้งในคลังและระหว่างส่ง

coverblog 43
Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

เจาะลึกการทำ Data Encryption วิธีเข้ารหัสข้อมูลบริษัททั้งในคลังและระหว่างส่ง


บทนำ: ทำไมการเข้ารหัสข้อมูลองค์กรถึงกลายเป็น “สายป้องกันด่านสุดท้าย”

ข้อมูลของบริษัทไม่ได้มีแค่ไฟล์เอกสาร หรือฐานข้อมูลลูกค้า แต่รวมถึงอีเมลภายใน Log ระบบ ข้อมูลธุรกรรม ไปจนถึงไฟล์สำรองที่เก็บบน Cloud ทั้งหมดนี้หากรั่วไหล ไม่เพียงกระทบชื่อเสียงองค์กร แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินได้ยาก

การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์ ระบบตรวจจับภัยคุกคาม และสิทธิ์การเข้าถึง แม้สำคัญ แต่ไม่มีระบบใดการันตีว่า “ไม่มีวันถูกเจาะ” จึงเกิดแนวคิดว่าอย่างน้อยหากข้อมูลถูกขโมยออกไปแล้ว ก็ต้องทำให้ข้อมูลนั้น “อ่านไม่ได้” และใช้งานไม่ได้สำหรับผู้ไม่เกี่ยวข้อง นั่นคือบทบาทของ การเข้ารหัสข้อมูลองค์กร หรือ Data Encryption ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะชั้นสุดท้ายของข้อมูลทั้งขณะเก็บและขณะส่ง

บทความนี้จะอธิบายโครงสร้าง วิธีคิด และแนวทางตั้งต้นในการวางนโยบาย Data Encryption สำหรับองค์กร ทั้งในส่วนของข้อมูลในคลัง (Data at Rest) และข้อมูลระหว่างส่ง (Data in Transit) ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทธุรกิจไทย


พื้นฐานของการเข้ารหัสข้อมูลองค์กร: คำสำคัญที่ต้องเข้าใจ

การเข้ารหัสคืออะไรในมุมธุรกิจ ไม่ใช่แค่มุมเทคนิค

ในระดับเทคนิค การเข้ารหัส (Encryption) คือการเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่อ่านไม่ออก โดยต้องใช้ “กุญแจ” (Key) ที่ถูกต้องในการถอดรหัส แต่ในระดับธุรกิจ การเข้ารหัสคือเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญจะถูกเข้าถึงเฉพาะบุคคลหรือระบบที่ได้รับอนุญาต แม้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น Server ถูกขโมย Backup หลุด หรือช่องทางสื่อสารถูกดักฟัง

ส่วนประกอบสำคัญของระบบเข้ารหัสข้อมูล

  • Algorithm (อัลกอริทึมเข้ารหัส) เช่น AES, RSA, ChaCha20 เป็นสูตรคำนวณที่กำหนดวิธีแปลงข้อมูล
  • Key (กุญแจเข้ารหัส) ตัวเลขหรือค่าพิเศษที่ใช้เข้ารหัสและถอดรหัส ความปลอดภัยจะขึ้นกับการปกป้อง Key เป็นหลัก
  • Key Management (การจัดการกุญแจ) การสร้าง เก็บ ใช้ หมดอายุ และหมุนเวียน Key อย่างเป็นระบบ
  • Policy (นโยบาย) ระบุว่า ข้อมูลประเภทไหน ต้องเข้ารหัสเมื่อไหร่ อย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ

การออกแบบการเข้ารหัสที่ดี ไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องชัดเจนเรื่อง “ใครควบคุม Key” และ “ข้อมูลใดต้องถูกปกป้องเป็นลำดับแรก”


ประเภทของข้อมูลที่ต้องเข้ารหัส: จัดลำดับก่อนลงทุน

1. ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data)

  • ข้อมูลลูกค้า: ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เบอร์โทร อีเมล ที่อยู่
  • ข้อมูลพนักงาน: เงินเดือน ข้อมูลสุขภาพ สัญญาจ้าง ประวัติการทำงาน
  • ข้อมูลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล (เช่น PDPA) ที่ต้องควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวด

2. ข้อมูลทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์

  • แผนธุรกิจ แผนการตลาด หรือกลยุทธ์การแข่งขัน
  • ต้นทุนสินค้า สูตรผลิต ภาพรวมซัพพลายเชน
  • ฐานข้อมูลคู่ค้า เอกสารสัญญา ความลับทางการค้า

3. ข้อมูลระบบและโครงสร้างพื้นฐาน

  • ไฟล์ตั้งค่าระบบ (Configuration) ที่เก็บรหัสผ่าน API Key หรือ Token
  • Log ระบบที่อาจมีข้อมูลอ่อนไหว เช่น IP ผู้ใช้งาน หรือข้อมูลการทำธุรกรรม
  • Credential สำหรับเชื่อมต่อฐานข้อมูลหรือ Cloud

การเข้ารหัสข้อมูลองค์กรควรเริ่มจากข้อมูลที่มีผลกระทบสูงสุดทั้งด้านกฎหมาย การเงิน และชื่อเสียง แล้วค่อยขยายขอบเขตไปยังข้อมูลระดับรองลงมาอย่างเป็นขั้นตอน


การเข้ารหัสข้อมูลในคลัง (Data at Rest): ป้องกันข้อมูลแม้เครื่องถูกขโมย

แนวทางหลักในการเข้ารหัส Data at Rest

  • Full Disk Encryption (FDE) เข้ารหัสทั้งดิสก์หรือทั้ง Volume เช่น Server, Laptop, Storage
  • File / Folder Encryption เข้ารหัสเฉพาะโฟลเดอร์หรือไฟล์สำคัญ เช่น เอกสารสัญญา งบการเงิน
  • Database Encryption เข้ารหัสระดับฐานข้อมูลทั้งก้อน (TDE – Transparent Data Encryption) หรือเฉพาะคอลัมน์ที่สำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัตรเครดิต
  • Backup Encryption เข้ารหัสชุดสำรองข้อมูลทั้งในระบบ On-premise และบน Cloud Storage

ตัวอย่างการนำไปใช้ในองค์กร

  • เครื่อง Server ที่วางฐานข้อมูลลูกค้า เปิดใช้ระบบ Full Disk Encryption และจัดเก็บ Key แยกต่างหากจากตัวเครื่อง
  • ไฟล์สัญญาลูกค้าบน File Server เข้ารหัสระดับโฟลเดอร์ และกำหนดสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะฝ่ายกฎหมายและผู้บริหาร
  • ข้อมูลสำรองรายวันบน Cloud Storage ตั้งให้ทุก Backup ถูกเข้ารหัสอัตโนมัติด้วย Key ที่องค์กรควบคุมเอง

จุดที่หลายองค์กรพลาดคือ การป้องกันฐานข้อมูล Production อย่างดี แต่ปล่อยให้ไฟล์ Backup ที่โหลดออกมานอกระบบไม่มีการเข้ารหัส ทั้งที่มักเป็นเป้าหมายหลักของผู้โจมตี

ข้อควรระวังเรื่อง Key Management

  • อย่าเก็บ Key ไว้ในเครื่องเดียวกับข้อมูลที่เข้ารหัส เช่น เก็บไฟล์ Key ไว้ในโฟลเดอร์เดียวกับฐานข้อมูล
  • จัดทำระบบ Key Rotation เปลี่ยน Key ตามรอบเวลา หรือเมื่อเกิดเหตุเสี่ยงต่อการรั่วไหล
  • กำหนดสิทธิ์ชัดเจนว่าใครสามารถเข้าถึง Key ได้บ้าง และต้องมีการ Audit การใช้งาน

การเข้ารหัสข้อมูลระหว่างส่ง (Data in Transit): ปิดช่องดักฟังข้อมูล

ช่องทางที่ควรเข้ารหัสเป็นพิเศษ

  • การเข้าเว็บไซต์และเว็บแอปพลิเคชัน ใช้ HTTPS/TLS แทน HTTP ธรรมดา
  • การเชื่อมต่อระหว่างสาขา ใช้ VPN ที่เข้ารหัสการรับส่งข้อมูลทั้งหมด
  • การสื่อสารระหว่างระบบภายใน เช่น API ระหว่าง Microservices, การส่งข้อมูลจาก Application ไปยัง Database
  • การรับส่งอีเมล เปิดใช้ TLS ระหว่าง Mail Server และพิจารณาเข้ารหัสเนื้อหาเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลอ่อนไหว

เทคโนโลยีเข้ารหัสที่พบได้บ่อย

  • TLS (Transport Layer Security) ใช้กับ HTTPS, SMTP, IMAP, POP3 และ Protocol สำคัญอื่น ๆ
  • VPN Protocol เช่น IPsec, OpenVPN, WireGuard สำหรับเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหรือระหว่างพนักงานกับระบบภายใน
  • End-to-End Encryption ในระบบแชตหรือการส่งไฟล์ที่ต้องการให้มีเพียงผู้ส่งและผู้รับเท่านั้นที่อ่านได้

ถ้าหน้าเว็บล็อกอินยังเป็น HTTP หรือไม่มีสัญลักษณ์แม่กุญแจบนเบราว์เซอร์ แปลว่าข้อมูลรหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัวกำลังถูกส่งออกไปแบบไร้การเข้ารหัส

ประเด็นด้าน Certificate และความน่าเชื่อถือ

  • เลือกใช้ SSL/TLS Certificate จากผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ เพื่อลดโอกาสโดนปลอมแปลงเว็บไซต์ (Phishing / MITM)
  • ดูแลไม่ให้ Certificate หมดอายุ เพราะจะกระทบทั้งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในสายตาผู้ใช้
  • ในระบบภายในองค์กร อาจใช้ Private CA หรือ Certificate เฉพาะภายใน แต่ต้องจัดการเรื่อง Trust ให้เหมาะสม

เลือกใช้การเข้ารหัสแบบสมมาตร vs อสมมาตร ให้เหมาะกับงาน

การเข้ารหัสแบบสมมาตร (Symmetric Encryption)

  • ใช้ Key เดียวกันทั้งเข้ารหัสและถอดรหัส เช่น AES-256
  • จุดเด่น: เร็ว เหมาะกับการเข้ารหัสข้อมูลปริมาณมาก เช่น ฐานข้อมูล ไฟล์ขนาดใหญ่ สำเนาข้อมูล
  • จุดท้าทาย: ต้องหาวิธีส่งมอบ Key ให้ฝ่ายที่ต้องถอดรหัสอย่างปลอดภัย

การเข้ารหัสแบบอสมมาตร (Asymmetric Encryption)

  • ใช้คู่กุญแจ Public Key / Private Key เช่น RSA, ECC
  • Public Key ใช้เข้ารหัส, Private Key ใช้ถอดรหัส
  • จุดเด่น: สามารถเผยแพร่ Public Key ได้ ทำให้ส่งข้อมูลลับระหว่างกันได้สะดวก
  • นิยมใช้ใน SSL/TLS, การลงนามดิจิทัล, และการเข้ารหัส Key สำหรับ Symmetric

แนวปฏิบัติที่ใช้กันจริง

  • ใช้การเข้ารหัสแบบสมมาตรในการปกป้อง “เนื้อข้อมูลหลัก” เพราะทำงานเร็วกว่า
  • ใช้การเข้ารหัสแบบอสมมาตรในการปกป้อง “Key ของสมมาตร” อีกชั้นหนึ่ง
  • ระบบส่วนใหญ่จึงเป็นการใช้งานร่วมกันระหว่างสองแบบเสมอ

วางนโยบายการเข้ารหัสข้อมูลองค์กรให้ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสาร

1. จัดทำ Data Classification ให้ชัดเจน

  • แบ่งประเภทข้อมูล เช่น ลับมาก, ลับภายใน, ใช้ภายในทั่วไป, เผยแพร่ได้
  • ระบุว่ากลุ่มไหน “ต้องเข้ารหัสเสมอ” ทั้งขณะเก็บและขณะส่ง

2. กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของการเข้ารหัส

  • เช่น ข้อมูลลับมาก ต้องใช้ AES-256, TLS 1.2 ขึ้นไป, และเข้ารหัส Backup ทุกชุด
  • ระบุอัลกอริทึมที่ห้ามใช้แล้ว เช่น โปรโตคอล/อัลกอริทึมเก่าที่มีช่องโหว่

3. ออกแบบกระบวนการ Key Management

  • ใช้ระบบจัดการ Key โดยเฉพาะ (เช่น HSM หรือ KMS บน Cloud) แทนการเก็บ Key แบบกระจัดกระจาย
  • กำหนดสิทธิ์เข้าถึง Key ให้แคบที่สุด (Least Privilege)
  • จัดทำคู่มือการกู้คืน (Key Recovery) และแผนกรณี Key สูญหายหรือรั่วไหล

4. ผสาน Encryption เข้ากับกระบวนการ DevOps / IT Operations

  • ฝังค่าเริ่มต้นให้ระบบใหม่ทุกตัวเปิดใช้การเข้ารหัสเป็นค่า Default
  • ตรวจสอบการตั้งค่าด้านความปลอดภัยอัตโนมัติใน Pipeline ก่อน Deploy ระบบ
  • ทดสอบการกู้คืนข้อมูลที่เข้ารหัสจริงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ “ล็อกข้อมูลตัวเอง”

การเข้ารหัสที่ดีต้องไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า “ใช้ระบบลำบากขึ้นมาก” แต่ควรถูกออกแบบให้ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างแนบเนียน โดยยังรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง


เช็กลิสต์เริ่มต้นสำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับการเข้ารหัสข้อมูล

คำถามสำคัญที่ควรถามภายในทีม

  • ข้อมูลประเภทไหนในองค์กรที่ถ้าหลุดออกไป จะกระทบธุรกิจมากที่สุด 3 อันดับแรก
  • ข้อมูลเหล่านั้น “ถูกเข้ารหัสแล้วหรือยัง” ทั้งในคลังและระหว่างส่ง
  • ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ Key และมีวิธีจัดเก็บ/สำรอง Key อย่างไร
  • มีระบบติดตามและตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลที่เข้ารหัสหรือไม่

แนวทางเริ่มต้นที่ทำได้ทันที

  • เปิดใช้ HTTPS กับทุกบริการเว็บขององค์กร และตรวจสอบให้ไม่ใช้โปรโตคอลเข้ารหัสที่ล้าสมัย
  • เข้ารหัส Disk ของโน้ตบุ๊กพนักงานที่มีข้อมูลลูกค้า ข้อมูลภายใน หรืองานที่เกี่ยวกับการเงิน
  • ตรวจสอบว่า Backup ทั้งในและนอกองค์กรถูกเข้ารหัสหรือไม่
  • เริ่มวางแผน Data Classification เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายเข้ารหัสระยะยาว

สรุปแนวทางปฏิบัติ: ทำอย่างไรให้การเข้ารหัสกลายเป็นมาตรฐานขององค์กร

การออกแบบ การเข้ารหัสข้อมูลองค์กร ไม่ใช่เรื่องของทีมไอทีฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับนโยบายองค์กร การจัดการความเสี่ยง และวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยของข้อมูลในภาพรวม แนวทางที่ยั่งยืนคือผสาน Encryption เข้าไปในทุกระดับ ตั้งแต่การวางสถาปัตยกรรมระบบ การพัฒนาแอปพลิเคชัน การจัดการอุปกรณ์ปลายทาง ไปจนถึงการอบรมพนักงานให้เข้าใจความสำคัญของข้อมูลที่ตนเองดูแล

📌 แนวทางสำคัญที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่

  • จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่ต้องเข้ารหัส เริ่มจากข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลที่มีกฎหมายกำกับ
  • ใช้การเข้ารหัสทั้งสองส่วนควบคู่กัน: ข้อมูลในคลัง (Data at Rest) และข้อมูลระหว่างส่ง (Data in Transit)
  • วางระบบจัดการกุญแจ (Key Management) อย่างเป็นระบบ แยกส่วนจากระบบที่เก็บข้อมูล
  • ปรับค่าเริ่มต้นของระบบใหม่ให้ “ปลอดภัยโดยดีไซน์” เปิดใช้การเข้ารหัสโดยอัตโนมัติเท่าที่เป็นไปได้
  • ทดสอบกระบวนการกู้คืนข้อมูลที่เข้ารหัส และตรวจสอบการตั้งค่าอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อองค์กรค่อย ๆ นำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ต่อเนื่อง การเข้ารหัสข้อมูลจะไม่ใช่เพียงโครงการด้านไอทีชั่วคราว แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานความปลอดภัยที่ช่วยลดความเสี่ยงเชิงธุรกิจในระยะยาว

หากบทความนี้เป็นประโยชน์ ขอเชิญติดตามเนื้อหาเชิงลึกด้านความปลอดภัยไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานไอทีในครั้งต่อไป และสามารถส่งต่อความรู้นี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กรไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้นอย่างสุภาพและยั่งยืน

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆจากเราได้ทุกวัน
Shop SDesign Web Hosting & Web Design

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

coverblog 42

ทำไมความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ถึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำระบบคลาวด์หลุด

ทำไมความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ถึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำระบบคลาวด์หลุด เมื่อองค์กรย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์มากขึ้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ดูแลระบบจำนวนมากมองข้ามคือ ความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) ซึ

coverblog 41

วิธีตั้งค่าสิทธิ์ให้ผู้ใช้ภายนอกเข้ามาตรวจงานบนระบบคลาวด์อย่างปลอดภัย

วิธีตั้งค่าสิทธิ์ให้ผู้ใช้ภายนอกเข้ามาตรวจงานบนระบบคลาวด์อย่างปลอดภัย บทนำ: แชร์งานบนคลาวด์อย่างมืออาชีพและปลอดภัย การทำงานร่วมกับฟรีแลนซ์ พาร์ทเนอร์ หรือที่ปรึกษาภายนอก กลายเป็นเรื่องปกติของทีมธุรกิจยุคดิจิทัล การให้สิทธิ์เข้าถึงระบบคลาวด์เพื่อ “ตรว

coverblog 40

การโจมตีแบบ Man-in-the-Middle (MitM) แอบดักฟังข้อมูลกลางทางคืออะไร

การโจมตีแบบ Man-in-the-Middle (MitM) แอบดักฟังข้อมูลกลางทางคืออะไร การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเครือข่ายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Wi‑Fi สาธารณะ การล็อกอินเข้าอีเมล การโอนเงินออนไลน์ หรือการใช้งานระบบคลาวด์ ล้วนมีโอกาสถูกโจมตีได้

Logo shopsdesign

บริการออนไลน์ครบวงจรจาก Shop SDesign

  • รับทำเว็บไซต์ WordPress: ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ รองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ (Responsive) และเน้นการใช้งานที่ง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

  • บริการ SEO & Google Ads: ผลักดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรก Google ด้วยกลยุทธ์สายขาว เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและสร้างโอกาสในการขายอย่างยั่งยืน

  • Web Hosting & Cloud: บริการโฮสติ้งความเร็วสูง เสถียร และปลอดภัย พร้อมดูแลโดยทีมงานมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง

  • Domain & SSL Certificate: จดชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัย SSL (กุญแจเขียว) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและส่งผลดีต่อ SEO

บริการ เว็บโฮสติ้งคุณภาพ

บริการ เว็บโฮสติ้ง คุณภาพ

พร้อมบริการเสริมอีกมากมาย ดูแลซัพพอร์ทตลอด 24 ชม” บริการ เว็บโฮสต์ติ้ง  เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำไปเพื่อสร้างเว็บไซต์ และนำเอกสารไฟล์รูปภาพรวมถึงไฟล์มีเดียต่างๆ ขึ้นมาไว้บน Server เพื่อให้สามารออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย Imunify360
และระบบ Control Panel  Plesk

Plesk

Control Panel

ระบบจัดการโฮสติ้ง - Plesk

Imunify360

ระบบรักษาความปลอดภัย Server

บริการ Web Hosting รับทำเว็บไซต์ wordpress