You dont have javascript enabled! Please enable it!

S-Design News
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก S-Design News เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง S-Design News ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร S-Design News อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจ (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

การย้าย Host เว็บไซต์อย่างไรให้ข้อมูลครบและ Down-time ต่ำที่สุด

coverblog 27
Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

การย้าย Host เว็บไซต์อย่างไรให้ข้อมูลครบและ Down-time ต่ำที่สุด


การเปลี่ยนผู้ให้บริการโฮสติ้งหรือการ ย้ายโฮสติ้ง เป็นขั้นตอนสำคัญที่เจ้าของเว็บไซต์และผู้ดูแลระบบต้องวางแผนให้รอบคอบ เพราะถ้าดำเนินการไม่ดีอาจทำให้ข้อมูลหาย เว็บไซต์เข้าไม่ได้ หรือมี Downtime นานเกินความจำเป็น บทความนี้จะอธิบายแนวทางวางแผนและขั้นตอนปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้การย้าย Host เป็นไปอย่างราบรื่น ข้อมูลครบถ้วน และลดโอกาสเกิดปัญหาที่กระทบผู้ใช้งานจริงให้เหลือน้อยที่สุด

การย้ายโฮสติ้งที่ดี คือการย้ายโดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้ตัวว่าเว็บไซต์ถูกย้ายเซิร์ฟเวอร์ และข้อมูลทุกชิ้นยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม


ภาพรวมการย้ายโฮสติ้ง: เข้าใจก่อนลงมือ

ในมุมมองด้านเทคนิค การ ย้ายโฮสติ้ง คือการย้ายองค์ประกอบหลักของเว็บไซต์จากเซิร์ฟเวอร์เดิมไปยังเซิร์ฟเวอร์ใหม่ ได้แก่

  • ไฟล์เว็บไซต์ทั้งหมด (เช่น WordPress, Code, รูปภาพ, ไฟล์แนบ)
  • ฐานข้อมูล (MySQL, MariaDB หรือระบบอื่น)
  • การตั้งค่าโดเมนและ DNS (A Record, CNAME, MX ฯลฯ)
  • บัญชีอีเมลที่ใช้งานร่วมกับโดเมน (ถ้ามี)
  • SSL Certificate และการตั้งค่า HTTPS

เป้าหมายสำคัญคือ ให้ทุกอย่างทำงานบนโฮสต์ใหม่ได้เหมือนหรือดีกว่าเดิม โดยที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์มีประสบการณ์ใช้งานต่อเนื่องไม่สะดุด จึงต้องวางแผนด้านเวลา การสำรองข้อมูล และการทดสอบระบบอย่างละเอียด


ก่อนเริ่มย้ายโฮสติ้ง: เช็กลิสต์เตรียมตัวให้พร้อม

1. ประเมินเว็บไซต์ของตนเองให้ชัดเจน

ก่อนเริ่มขั้นตอนใดๆ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:

  • เว็บไซต์ใช้ CMS อะไร เช่น WordPress, Joomla, Laravel หรือระบบพัฒนาขึ้นเอง
  • มีฐานข้อมูลกี่ตัว ขนาดเท่าไร
  • มี Subdomain หรือระบบแยกส่วนอื่นๆ หรือไม่ เช่น member.example.com, api.example.com
  • มีการเชื่อมต่อ API ภายนอก หรือระบบ Payment Gateway ที่ผูกกับ IP เซิร์ฟเวอร์เดิมหรือไม่

ยิ่งรู้โครงสร้างของเว็บไซต์ตัวเองชัด การวางแผนย้ายโฮสต์ก็จะยิ่งแม่นยำ ลดโอกาสลืมองค์ประกอบสำคัญ

2. วางแผนช่วงเวลาย้ายที่กระทบผู้ใช้งานน้อยที่สุด

ควรเลือกช่วงเวลาที่ทราฟฟิกลดลง เช่น

  • เวลากลางคืนของกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่
  • วันหยุดที่ไม่ใช่ช่วงจัดโปรโมชันหรือแคมเปญการตลาด

การกำหนด “ช่วงเวลาเปลี่ยน DNS” ล่วงหน้าอย่างชัดเจน จะช่วยให้ทีมที่ดูแลโฆษณา, Social Media, และฝ่ายบริการลูกค้าสามารถประสานงานได้ทัน

3. ตรวจสอบทรัพยากรของโฮสต์ใหม่ให้เหมาะสม

โฮสต์ใหม่ควรมีสเปกและฟีเจอร์ที่รองรับระบบเดิมได้เต็มที่ เช่น

  • เวอร์ชัน PHP, Node.js, หรือภาษาอื่นที่รองรับโค้ดเดิม
  • ชนิดฐานข้อมูลและเวอร์ชันให้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดิม
  • รองรับ SSL, HTTP/2, และการตั้งค่า Rewrite Rule ที่จำเป็น
  • มีเครื่องมือสำรองข้อมูลหรือระบบ Snapshot เพื่อความปลอดภัย

ขั้นตอนการสำรองข้อมูล: ห้ามข้ามแม้เพียงขั้นตอนเดียว

1. สำรองไฟล์เว็บไซต์ทั้งหมด

การสำรองไฟล์ควรทำผ่านวิธีที่เชื่อถือได้ เช่น

  • ใช้ File Manager บน Control Panel (เช่น cPanel, DirectAdmin) บีบอัดโฟลเดอร์เว็บไซต์เป็นไฟล์ .zip แล้วดาวน์โหลด
  • ใช้ SFTP/FTP ดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดลงเครื่องหรือพื้นที่สำรอง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีไฟล์สำคัญ เช่น .htaccess, wp-config.php, ไฟล์ Environment ต่างๆ ครบถ้วน

2. สำรองฐานข้อมูลอย่างถูกต้อง

ฐานข้อมูลมักมีข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อความบทความ, ข้อมูลสมาชิก, คำสั่งซื้อ จึงต้องสำรองให้สมบูรณ์:

  • ใช้ phpMyAdmin หรือเครื่องมือ Database Export ออกมาเป็นไฟล์ .sql
  • หากฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ ให้พิจารณาใช้คำสั่งผ่าน SSH เช่น mysqldump เพื่อลดโอกาสการค้างระหว่างดาวน์โหลด
  • เก็บไฟล์สำรองทั้งไฟล์เว็บไซต์และฐานข้อมูลแยกโฟลเดอร์ชัดเจน เช่น backup-files และ backup-db

3. ทดสอบไฟล์สำรอง

หลังสำรองเสร็จ ควรตรวจสอบว่าไฟล์ .zip เปิดได้ และไฟล์ .sql ไม่เสียหาย การมีสำรองที่ใช้ไม่ได้เท่ากับไม่มีสำรองเลย


นำข้อมูลขึ้นโฮสต์ใหม่: ทำให้โครงสร้างเหมือนเดิมมากที่สุด

1. สร้าง Environment และฐานข้อมูลบนโฮสต์ใหม่

ก่อนอัปโหลดไฟล์ ควรสร้างสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับของเดิม:

  • สร้างฐานข้อมูลใหม่ พร้อมผู้ใช้ (Database User) และรหัสผ่าน
  • กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ให้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนั้นได้เต็มรูปแบบ
  • กำหนดเวอร์ชัน PHP และ Extensions ให้ตรงกับความต้องการของเว็บไซต์

2. อัปโหลดไฟล์เว็บไซต์

นำไฟล์สำรองเว็บไซต์ที่บีบอัดไว้ไปอัปโหลดบนโฮสต์ใหม่:

  • อัปโหลดไฟล์ .zip ไปยังโฟลเดอร์เว็บหลัก เช่น public_html หรือโฟลเดอร์ที่ใช้เป็น Document Root
  • แตกไฟล์ (Extract) ภายในโฮสต์ใหม่ เพื่อลดโอกาสไฟล์เสียหายจากการอัปโหลดทีละไฟล์
  • ตรวจสอบสิทธิ์โฟลเดอร์และไฟล์ (Permission) ให้เหมาะสม เช่น 755 สำหรับโฟลเดอร์ และ 644 สำหรับไฟล์

3. นำเข้าฐานข้อมูล

การนำเข้าฐานข้อมูลสามารถทำได้ผ่าน phpMyAdmin หรือคำสั่งผ่าน SSH:

  • สร้างฐานข้อมูลเปล่าบนโฮสต์ใหม่
  • ใช้ฟังก์ชัน Import ใน phpMyAdmin เลือกไฟล์ .sql ที่สำรองไว้
  • หากไฟล์ใหญ่ ให้ใช้คำสั่ง mysqldump / mysql ผ่าน SSH แทนการ Import ผ่านหน้าเว็บ

4. ปรับการตั้งค่าไฟล์เชื่อมต่อฐานข้อมูล

หลังนำเข้าแล้ว ต้องปรับไฟล์ตั้งค่าให้ชี้ไปยังฐานข้อมูลใหม่ เช่น:

  • แก้ค่าในไฟล์ wp-config.php (สำหรับ WordPress)
  • แก้ค่า .env (สำหรับ Laravel หรือ Framework อื่นที่ใช้ไฟล์ Environment)
  • ตรวจสอบชื่อฐานข้อมูล, ชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน และ Host (มักเป็น localhost)

ลด Downtime ด้วยการทดสอบบนโฮสต์ใหม่ก่อนเปลี่ยน DNS

1. ทดสอบด้วย Temporary Domain หรือ Subdomain

โฮสต์บางแห่งมี Temporary URL หรือคุณสามารถใช้ Subdomain ชั่วคราวเพื่อทดสอบ เช่น:

  • สร้าง Subdomain เช่น test.example.com ชี้ไปยังโฮสต์ใหม่
  • ตั้งค่าให้ Document Root ของ Subdomain ชี้ไปโฟลเดอร์ที่โอนย้ายไฟล์ไปแล้ว
  • ทดสอบหน้าเพจหลัก, หน้า Login, ระบบสั่งซื้อ, ฟอร์มต่างๆ ให้ครบ

2. ใช้ไฟล์ Hosts บนเครื่องตนเอง

อีกวิธีที่นิยมเพื่อทดสอบโดยไม่กระทบผู้ใช้ทั่วไป คือแก้ไฟล์ hosts ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตนเองให้โดเมนหลัก ชี้ไปที่ IP ของโฮสต์ใหม่ วิธีนี้ทำให้คุณเห็นเวอร์ชันใหม่ก่อนเปลี่ยน DNS จริง

3. ตรวจสอบจุดสำคัญก่อนออนไลน์จริง

  • ลิงก์ภายในและรูปภาพโหลดครบหรือไม่
  • ระบบ Login / Register / Checkout ทำงานถูกต้อง
  • อีเมลแจ้งเตือน (เช่น อีเมลคำสั่งซื้อ) ส่งออกได้ปกติ
  • SSL และ HTTPS ทำงานโดยไม่มีแจ้งเตือน Not Secure (ทดสอบตอนผูกโดเมนจริงแล้ว)

ขั้นตอนเปลี่ยน DNS ให้ Downtime ต่ำที่สุด

1. ปรับค่า TTL ให้เหมาะสมล่วงหน้า

TTL (Time To Live) ของ DNS มีผลต่อความเร็วในการเปลี่ยนปลายทางโดเมน:

  • ก่อนย้าย 24–48 ชั่วโมง แนะนำให้ลด TTL ลง เช่น จาก 3600 วินาที เหลือ 300 วินาที
  • เมื่อถึงเวลาย้ายจริง การเปลี่ยน DNS จะถูกอัปเดตเร็วขึ้น ลด Downtime ได้มาก

2. เปลี่ยนค่า DNS Record ไปยังโฮสต์ใหม่

เมื่อทดสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการ:

  • แก้ค่า A Record ของโดเมนหลักให้ชี้ไปยัง IP ของโฮสต์ใหม่
  • หากมี Subdomain อื่นๆ ให้ตรวจสอบว่าชี้ไปยังปลายทางที่ถูกต้อง
  • กรณีใช้บริการอีเมลภายนอก (เช่น Google Workspace, Microsoft 365) ให้ระวังอย่าเผลอแก้ MX Record ผิด

3. รันเว็บบนโฮสต์เก่าควบคู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แม้ DNS จะเริ่มชี้ไปโฮสต์ใหม่ แต่ผู้ใช้บางส่วนอาจยังเห็นโฮสต์เก่าชั่วคราวเพราะการแคช DNS:

  • แนะนำให้โฮสต์เก่ายังคงออนไลน์ต่ออีกอย่างน้อย 24–72 ชั่วโมง
  • หากเป็นเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอด (เช่น มี Order หรือ Comment ใหม่) ควรวางแผน Freeze ข้อมูลช่วงย้าย เช่น ปิดการสมัครสมาชิกใหม่หรือแจ้งเวลาปิดรับคำสั่งซื้อชั่วคราว

ตรวจสอบหลังการย้ายโฮสติ้ง: เก็บรายละเอียดให้ครบ

1. ตรวจสอบการ Redirect และโครงสร้าง URL

หลังการ ย้ายโฮสติ้ง เสร็จ สิ่งสำคัญสำหรับทั้งผู้ใช้และ SEO คือ:

  • ตรวจสอบว่า URL เดิมสามารถเข้าได้ปกติ
  • ถ้ามีการเปลี่ยนโครงสร้าง URL ให้ตั้งค่า 301 Redirect อย่างถูกต้อง
  • ตรวจสอบ Error Log หากมี URL หรือไฟล์ที่เรียกไม่สำเร็จ

2. ทดสอบความเร็วเว็บไซต์และประสิทธิภาพ

โฮสต์ใหม่ควรทำให้เว็บไซต์ทำงานได้อย่างน้อยเท่าเดิมหรือเร็วขึ้น:

  • ทดสอบด้วยเครื่องมือเช่น PageSpeed Insights หรือ GTmetrix
  • ตรวจสอบเวลาตอบสนอง (TTFB) และเวลาโหลดหน้าเว็บรวม
  • หากช้าลง ให้ตรวจสอบการตั้งค่าระบบแคช, Compression, และฐานข้อมูล

3. ตรวจสอบอีเมลและฟังก์ชันแจ้งเตือน

ระบบจำนวนมากผูกกับอีเมล เช่น ระบบสมัครสมาชิกและอีคอมเมิร์ซ:

  • ทดสอบส่งอีเมลจากฟอร์มติดต่อและจากระบบหลังบ้าน
  • ตรวจสอบการตั้งค่า SPF, DKIM, DMARC หากใช้ SMTP หรือบริการอีเมลภายนอก

แนวปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้การย้ายโฮสติ้งปลอดภัยและยั่งยืน

1. จัดทำเอกสารการย้ายอย่างเป็นระบบ

การบันทึกขั้นตอน ประวัติการตั้งค่า และข้อมูลสำคัญจะช่วยให้:

  • แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นหากมีข้อผิดพลาดในอนาคต
  • ทีมอื่นสามารถทำงานต่อได้ แม้ผู้ดูแลคนเดิมไม่อยู่

2. วางแผน Backup ระยะยาวบนโฮสต์ใหม่

เมื่อย้ายเสร็จแล้ว ไม่ควรลืมตั้งระบบสำรองข้อมูล:

  • กำหนดรอบสำรองอัตโนมัติ เช่น รายวันหรือรายสัปดาห์
  • เก็บสำรองไว้คนละระบบหรือคนละพื้นที่กับเซิร์ฟเวอร์หลัก

3. ติดตาม Log และ Error อย่างใกล้ชิดในช่วงแรก

ช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังการย้าย ควรตรวจสอบ:

  • Error Log ของ Web Server และ PHP
  • สถิติทราฟฟิกและอัตรา Bounce Rate จากเครื่องมือ Analytics
  • รายงาน Crawl Error จาก Search Console (ถ้าใช้)

📌 สรุปแนวทางย้ายโฮสติ้งให้ข้อมูลครบและ Downtime ต่ำที่สุด

การ ย้ายโฮสติ้ง โดยไม่ให้ข้อมูลสูญหายและลด Downtime ให้เหลือน้อยที่สุด สามารถทำได้จริงหากวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน:

  • สำรวจระบบเว็บไซต์เดิม ให้เข้าใจทุกองค์ประกอบ ทั้งไฟล์ ฐานข้อมูล Subdomain และการเชื่อมต่อภายนอก
  • สำรองข้อมูลเต็มรูปแบบ ทั้งไฟล์และฐานข้อมูล พร้อมทดสอบว่าไฟล์สำรองใช้งานได้จริง
  • เตรียมโฮสต์ใหม่ให้พร้อมล่วงหน้า ตั้งค่า Environment, สร้างฐานข้อมูล และนำข้อมูลขึ้นให้ครบถ้วนก่อนเปลี่ยน DNS
  • ทดสอบเว็บไซต์บนโฮสต์ใหม่ ให้ละเอียดด้วย Temporary URL หรือไฟล์ hosts เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อออนไลน์จริง
  • วางแผนเปลี่ยน DNS อย่างมีกลยุทธ์ ลด TTL ล่วงหน้า รอให้ DNS กระจายตัว และให้โฮสต์เก่ายังคงออนไลน์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • ตรวจสอบหลังการย้าย ทั้งความเร็วเว็บไซต์ ฟังก์ชันสำคัญ ระบบอีเมล และ Error Log เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องโดยเร็ว

เมื่อปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ การย้าย Host เว็บไซต์จะเป็นกระบวนการที่ควบคุมได้ เข้าใจได้ และมีความเสี่ยงต่ำลงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กหรือระบบออนไลน์ขนาดใหญ่ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม

หวังว่าเนื้อหานี้จะเป็นแหล่งอ้างอิงที่มีประโยชน์ หากมองว่าเป็นข้อมูลที่ช่วยให้การย้ายโฮสติ้งของท่านปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น ขอเชิญกลับมาติดตามบทความความรู้ด้านเว็บไซต์และโฮสติ้งเพิ่มเติม และกรุณาช่วยส่งต่อให้ผู้ที่กำลังวางแผนย้ายเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างสุภาพและนุ่มนวลต่อกันค่ะ

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆจากเราได้ทุกวัน
Shop SDesign Web Hosting & Web Design

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

วิธีเลือกจ้าง Freelance หรือ Agency ให้คุ้มค่าและไม่โดนทิ้งงาน

วิธีเลือกจ้าง Freelance หรือ Agency ให้คุ้มค่าและไม่โดนทิ้งงาน บทนำ: ทำไมการเลือกผู้รับงานจึงสำคัญกว่าที่คิด การตัดสินใจว่าจะเลือกจ้าง Freelance หรือ Agency เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ ออกแบบระบบ หรือทำการตลาดออนไลน์ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จหรือปัญหายื

coverblog 55

การจัดการเวลา (Time Management) สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ทำเองทุกอย่าง

การจัดการเวลา (Time Management) สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ทำเองทุกอย่าง บทนำ: เมื่อเจ้าของแบรนด์ต้องเป็น “ทุกอย่าง” ให้ธุรกิจตัวเอง เจ้าของแบรนด์สายทำเองทุกอย่างมักต้องรับบททั้งเจ้าของธุรกิจ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต ฝ่ายคอนเทนต์ ไปจนถึงฝ่ายบริการลูกค้าในคนเด

coverblog 54

ทำไมการมี “ที่ปรึกษาด้านไอที” ถึงช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด

ทำไมการมี “ที่ปรึกษาด้านไอที” ถึงช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด หลายธุรกิจมองว่าเรื่องไอทีเป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” เช่น ค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าระบบ ค่าซอฟต์แวร์ หรือค่าไลเซนส์ต่างๆ แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบและโครงสร้างพื้นฐานดิจิ

Logo shopsdesign

บริการออนไลน์ครบวงจรจาก Shop SDesign

  • รับทำเว็บไซต์ WordPress: ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ รองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ (Responsive) และเน้นการใช้งานที่ง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

  • บริการ SEO & Google Ads: ผลักดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรก Google ด้วยกลยุทธ์สายขาว เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและสร้างโอกาสในการขายอย่างยั่งยืน

  • Web Hosting & Cloud: บริการโฮสติ้งความเร็วสูง เสถียร และปลอดภัย พร้อมดูแลโดยทีมงานมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง

  • Domain & SSL Certificate: จดชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัย SSL (กุญแจเขียว) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและส่งผลดีต่อ SEO

บริการ เว็บโฮสติ้งคุณภาพ

บริการ เว็บโฮสติ้ง คุณภาพ

พร้อมบริการเสริมอีกมากมาย ดูแลซัพพอร์ทตลอด 24 ชม” บริการ เว็บโฮสต์ติ้ง  เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำไปเพื่อสร้างเว็บไซต์ และนำเอกสารไฟล์รูปภาพรวมถึงไฟล์มีเดียต่างๆ ขึ้นมาไว้บน Server เพื่อให้สามารออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย Imunify360
และระบบ Control Panel  Plesk

Plesk

Control Panel

ระบบจัดการโฮสติ้ง - Plesk

Imunify360

ระบบรักษาความปลอดภัย Server

บริการ Web Hosting รับทำเว็บไซต์ wordpress