You dont have javascript enabled! Please enable it!

S-Design News
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก S-Design News เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง S-Design News ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร S-Design News อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจ (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

วิธีติดตั้งและคอนฟิก Rocky Linux แทนที่ CentOS

coverblog 137
Facebook
Twitter
LinkedIn
Pinterest

วิธีติดตั้งและคอนฟิก Rocky Linux แทนที่ CentOS

การเปลี่ยนจาก CentOS ไปสู่ Rocky Linux กลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการระบบปฏิบัติการฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่มีความเสถียรระยะยาวและใกล้เคียง RHEL แบบ Binary-Compatible เดิมที CentOS เคยตอบโจทย์นี้ได้ดี แต่หลังจากเปลี่ยนนโยบายอัปเดตเป็น CentOS Stream หลายองค์กรจึงหันมาพิจารณา ติดตั้ง Rocky Linux เพื่อใช้เป็นระบบปฏิบัติการหลัก ทดแทน CentOS บทความนี้ถูกออกแบบให้เป็น “คลังความรู้” เชิงเทคนิคและเชิงปฏิบัติ ช่วยให้คุณวางแผน ย้ายระบบ และตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเป็นขั้นตอนและลด Downtime ให้เหลือน้อยที่สุด

Rocky Linux ถูกออกแบบให้เป็น “ลงแล้วจบ อยู่กับคุณได้ยาว” สำหรับงาน Production ที่ต้องการเสถียรภาพ ความเข้ากันได้กับ RHEL และรอบการอัปเดตที่คาดเดาได้


ภาพรวม: ทำไมต้องใช้ Rocky Linux ทดแทน CentOS

Rocky Linux คืออะไร

Rocky Linux เป็นดิสทริบิวชัน Linux ที่พัฒนาขึ้นโดยชุมชน มีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นตัวแทนของ CentOS รุ่นเดิม (ก่อนเปลี่ยนเป็น CentOS Stream) โดยให้ความสำคัญกับ:

  • ความเข้ากันได้ในระดับ Binary-Compatible กับ Red Hat Enterprise Linux (RHEL)
  • เสถียรภาพและรอบอัปเดตที่เน้นด้าน Production มากกว่าฟีเจอร์ใหม่ฉับไว
  • การสนับสนุนระยะยาว (LTS) ทำให้เหมาะกับองค์กรและงานเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการความนิ่ง

สาเหตุหลักที่หลายองค์กรย้ายออกจาก CentOS

  • CentOS เปลี่ยนนโยบายไปเป็น “Rolling Preview” ของ RHEL (CentOS Stream)
  • ความคาดเดาได้ของรอบอัปเดตเปลี่ยนไป ไม่ตรงกับโจทย์งาน Production ที่ต้องการความนิ่ง
  • หลายแอปพลิเคชัน Enterprise ออกเอกสารรองรับ RHEL-compatible distro เช่น Rocky Linux, AlmaLinux เพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การ ติดตั้ง Rocky Linux เพื่อใช้ ทดแทน CentOS จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะบน Cloud Server, VPS และ Bare-metal Server ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง 24/7


การวางแผนก่อนติดตั้ง Rocky Linux แทน CentOS

ตรวจสอบเวอร์ชัน CentOS ปัจจุบัน

เริ่มต้นด้วยการเช็กว่าระบบของคุณใช้ CentOS เวอร์ชันใดอยู่

cat /etc/centos-release

หรือ

cat /etc/redhat-release

ข้อมูลนี้สำคัญเพราะจะช่วยให้วางแผนเลือกเวอร์ชัน Rocky Linux ให้เหมาะกับชุดแพ็กเกจที่ใช้งานอยู่

สำรวจบริการและแอปพลิเคชันบนเซิร์ฟเวอร์

ก่อนย้ายระบบ ควรรวบรวมข้อมูลเหล่านี้:

  • Web Server ที่ใช้งาน เช่น Apache / Nginx / LiteSpeed
  • ฐานข้อมูล เช่น MySQL/MariaDB, PostgreSQL
  • ภาษาหลักของแอป เช่น PHP, Python, Node.js, Java
  • Control Panel ที่ใช้ เช่น cPanel, DirectAdmin, Plesk (ถ้ามี)
  • Service อื่นๆ เช่น Docker, Kubernetes, Mail Server, FTP, Firewall (firewalld, iptables)

ยิ่งรู้จักระบบเดิมของตัวเองละเอียดเท่าไร การย้ายไป Rocky Linux ก็จะยิ่งราบรื่นและลดปัญหาหลังย้ายได้มากเท่านั้น

วางแผนสำรองข้อมูล (Backup) อย่างเป็นระบบ

ก่อน ติดตั้ง Rocky Linux แทนที่ระบบเดิม ต้องสำรองข้อมูลอย่างน้อย:

  • Source Code/ไฟล์เว็บไซต์ทั้งหมด (เช่น /var/www, /home)
  • ฐานข้อมูลทุกตัว (mysqldump หรือใช้เครื่องมือ Backup ที่มีอยู่)
  • ไฟล์คอนฟิกที่สำคัญ เช่น:
    • /etc/httpd, /etc/nginx
    • /etc/my.cnf, /etc/my.cnf.d/
    • /etc/php.ini, /etc/php.d/
    • ไฟล์คอนฟิกของ Firewall, SELinux, Cron
  • Snapshot ระดับ VM (ถ้าใช้งาน Cloud หรือ Virtualization ที่รองรับ)

ทางเลือก: ติดตั้งใหม่ vs แปลง CentOS เป็น Rocky Linux

1) ติดตั้งใหม่ (Clean Install)

เหมาะกับกรณี:

  • มีระบบ Backup ที่ครบถ้วน พร้อมทดสอบ Restore แล้ว
  • ยอมรับ Downtime ชั่วคราวได้ และต้องการระบบที่สะอาด
  • ต้องการเปลี่ยนผัง Partition, Filesystem หรือโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

ข้อดี

  • ลดความเสี่ยงจากแพ็กเกจเก่าที่ตกค้าง
  • จัดระเบียบระบบใหม่ได้ง่าย (Security Hardening, Partition, SELinux)

ข้อควรระวัง

  • ต้องวางแผนการย้ายข้อมูลอย่างละเอียด
  • มี Downtime ระหว่างติดตั้งและคอนฟิกใหม่

2) ใช้สคริปต์แปลง CentOS เป็น Rocky Linux (In-place Conversion)

ทีมพัฒนา Rocky Linux มีเครื่องมือสำหรับย้ายจาก CentOS 8 เข้าสู่ Rocky Linux โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ทั้งระบบ วิธีนี้เหมาะกับ:

  • ระบบที่ต้องการลด Downtime
  • เครื่องที่ใช้ CentOS 8.x และต้องการเปลี่ยน Repo ไปใช้ Rocky

อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบ Production ที่สำคัญมาก มักนิยมติดตั้งใหม่เพื่อความแน่นอน และใช้วิธีแปลงระบบเฉพาะกรณีที่ควบคุมได้และทดสอบแล้วเท่านั้น


การเตรียมสภาพแวดล้อมก่อนติดตั้ง Rocky Linux

เลือกเวอร์ชัน Rocky Linux ให้เหมาะสม

  • แนะนำใช้เวอร์ชันล่าสุดในสายหลัก เช่น Rocky Linux 9.x (ถ้าซอฟต์แวร์ของคุณรองรับ)
  • ถ้าแอปเดิมรองรับเฉพาะเวอร์ชันที่ใกล้ RHEL 8 อาจเลือก Rocky Linux 8.x แทน

เตรียม ISO หรือ Image

ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ทางการของ Rocky Linux โดยเลือก:

  • Minimal ISO – เหมาะกับเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งเฉพาะสิ่งจำเป็น
  • DVD ISO – เหมาะกับการติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่อินเทอร์เน็ตจำกัด

สำหรับ Cloud หรือ VPS ส่วนใหญ่จะมี Image ของ Rocky Linux ให้เลือกได้จากหน้า Dashboard ของผู้ให้บริการ ทำให้การ ติดตั้ง Rocky Linux ทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้อง Mount ISO เอง


ขั้นตอนติดตั้ง Rocky Linux แบบ Clean Install

1) เริ่มต้นจาก ISO หรือ Cloud Image

  • บน Bare-metal/VM: ตั้งค่าให้ Boot จาก ISO ของ Rocky Linux
  • บน Cloud/VPS: เลือก OS Template เป็น Rocky Linux 8/9 จากหน้า Deployment

2) ตั้งค่าภาษาและแป้นพิมพ์

  • เลือก English หรือ Thai ตามความถนัด
  • สำหรับ Server ส่วนใหญ่ใช้ English จะสะดวกต่อ Log และเอกสารเทคนิค

3) ตั้งค่า Storage และ Partition

แนวทางพื้นฐานที่พบบ่อยสำหรับเซิร์ฟเวอร์:

  • / – สำหรับระบบหลัก
  • /home – แยกไว้สำหรับข้อมูลผู้ใช้ หรือเว็บบางประเภท
  • /var – เก็บ Log, Database, Web Content (กรณีโหลดสูง)
  • Swap – ขนาดพอเหมาะตาม RAM เครื่อง

สำหรับกรณีใช้ Cloud Server อาจให้ระบบจัดการ Partition อัตโนมัติ แล้วค่อยปรับแต่งภายหลังตามความเหมาะสม

4) ตั้งค่า Network, Hostname และ Timezone

  • กำหนด Hostname เช่น server1.example.com
  • ตั้งค่า IP แบบ Static ถ้าใช้ใน Production
  • ตั้ง Timezone ให้ตรงกับเวลาที่ใช้งาน เช่น Asia/Bangkok

5) ตั้งรหัสผ่าน root และสร้าง User

  • ตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรง มีตัวอักษรเล็ก-ใหญ่ ตัวเลข และอักขระพิเศษ
  • สร้าง User ปกติสำหรับใช้งานประจำวัน และกำหนดสิทธิ์ sudo

6) เริ่มการติดตั้งและรีบูต

เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้เริ่มการติดตั้ง รอจนเสร็จ แล้วรีบูตเข้าสู่ระบบใหม่ของ Rocky Linux


ย้ายข้อมูลและคอนฟิกจาก CentOS มา Rocky Linux

1) โยกย้ายไฟล์เว็บไซต์และไฟล์แอปพลิเคชัน

  • นำไฟล์จาก Backup (เช่น tar หรือ rsync) มายังเครื่อง Rocky Linux
  • ตรวจสอบสิทธิ์ไฟล์และเจ้าของไฟล์ (owner, group) ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะโฟลเดอร์เว็บ เช่น /var/www หรือ /home/<user>/public_html

2) ย้ายฐานข้อมูล

  • นำไฟล์ Dump (.sql) ที่ได้จาก CentOS มาทำการ Import ใน Rocky Linux
  • ตรวจสอบ Encoding, Collation และ version compatibility รวมถึงปรับค่าบางอย่างให้รองรับเวอร์ชันใหม่ของ DBMS ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชัน

3) นำเข้าคอนฟิกที่จำเป็นอย่างระมัดระวัง

คอนฟิกจาก CentOS สามารถใช้เป็น “ต้นแบบ” ให้กับ Rocky Linux ได้ แต่ไม่ควรคัดลอกทับทั้งหมดแบบตรงตัว ควร:

  • เปรียบเทียบไฟล์คอนฟิกเดิมกับไฟล์คอนฟิกใหม่ทีละส่วน
  • นำค่าที่สำคัญ เช่น VirtualHost, ServerBlock, PHP-FPM pool, MySQL tuning มาปรับใส่ในไฟล์ใหม่
  • ระวัง Path, User/Group, Module ที่เวอร์ชันใหม่ไม่มีหรือเปลี่ยนชื่อ

แนวคิดที่ปลอดภัยคือ “ใช้ไฟล์คอนฟิกใหม่ของ Rocky Linux เป็นตัวตั้ง แล้วค่อยย้ายค่าที่ต้องใช้จาก CentOS มาใส่ทีละส่วน”


การติดตั้งและคอนฟิกพื้นฐาน Rocky Linux หลังติดตั้ง

1) อัปเดตระบบให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

sudo dnf update -y

คำสั่งนี้ช่วยให้ระบบของคุณได้รับแพตช์ด้านความปลอดภัยและบั๊กฟิกซ์ล่าสุด

2) ติดตั้งเครื่องมือพื้นฐาน

sudo dnf install -y vim nano wget curl net-tools htop git

3) ตั้งค่า Firewall (firewalld)

sudo systemctl enable firewalld --now

# เปิดบริการ Web พื้นฐาน
sudo firewall-cmd --permanent --add-service=http
sudo firewall-cmd --permanent --add-service=https

# โหลดกฎใหม่
sudo firewall-cmd --reload

4) ตั้งค่า SELinux ให้เหมาะสม

ตรวจสอบสถานะ SELinux:

sestatus
  • หากต้องการทำงานโหมด Enforcing แต่ยังไม่คุ้นเคย ให้เริ่มด้วย Permissive เพื่อตรวจ Log ก่อน
  • แก้ไขไฟล์ /etc/selinux/config และรีบูตเพื่อเปลี่ยนโหมด

ตัวอย่างการตั้งค่าเว็บเซิร์ฟเวอร์บน Rocky Linux

1) ติดตั้ง Web Server (Apache หรือ Nginx)

ตัวอย่าง Apache

sudo dnf install -y httpd
sudo systemctl enable httpd --now

ตัวอย่าง Nginx

sudo dnf install -y nginx
sudo systemctl enable nginx --now

2) ติดตั้ง PHP และส่วนเสริม (กรณีเป็นเว็บ PHP)

บน Rocky Linux สามารถใช้ Module หรือ Repository เสริม เช่น EPEL/Remi (ในกรณีต้องการ PHP เวอร์ชันใหม่ขึ้น) โดยภาพรวมแนวคิดจะใกล้เคียงกับ CentOS:

# เปิด EPEL
sudo dnf install -y epel-release

# ติดตั้ง PHP พื้นฐาน (ตัวอย่าง)
sudo dnf install -y php php-cli php-fpm php-mysqlnd php-xml php-mbstring

3) ติดตั้งและตั้งค่า Database Server

ตัวอย่าง MariaDB

sudo dnf install -y mariadb-server
sudo systemctl enable mariadb --now

# ตั้งค่าความปลอดภัยเบื้องต้น
sudo mysql_secure_installation

จากนั้นตรวจสอบการเชื่อมต่อฐานข้อมูล และทดสอบโหลดข้อมูลจาก Backup ที่นำมาจาก CentOS


ตรวจสอบและทดสอบระบบหลังย้ายมาที่ Rocky Linux

1) ตรวจสอบ Service สำคัญทั้งหมด

  • Web Server ทำงานถูกต้องหรือไม่ (ตรวจด้วย systemctl status และทดสอบจาก Browser)
  • ฐานข้อมูลเชื่อมต่อได้จากแอปจริง
  • Cron Job ทำงานตามกำหนดเวลา
  • Mail Service หรือ Queue ต่างๆ ทำงานปกติ

2) ตรวจสอบ Log

  • /var/log/messages หรือ /var/log/syslog
  • Log เฉพาะของ Web Server, PHP-FPM, Database
  • Log SELinux (ถ้าเปิดใช้งาน) เพื่อดูว่ามีการ Block การทำงานส่วนใดหรือไม่

3) ทดสอบ Performance เบื้องต้น

  • เปรียบเทียบความเร็วการตอบสนองของเว็บก่อนและหลังย้าย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง ab, siege, หรือระบบ Monitoring เดิมที่มีอยู่

หลังย้ายระบบแล้ว ควรเฝ้าดูการทำงานจริงของเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อย 24–72 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างนิ่งและไม่มีปัญหาแฝง


แนวทางการดูแลและอัปเดต Rocky Linux ระยะยาว

1) วางตารางอัปเดตระบบ

  • อัปเดต Security patch อย่างสม่ำเสมอ
  • ทดสอบอัปเดตในเครื่องทดสอบ (Staging) ก่อน Production หากเป็นระบบใหญ่

2) ระบบสำรองข้อมูลที่สม่ำเสมอ

  • สำรองไฟล์และฐานข้อมูลแบบรายวัน/รายสัปดาห์
  • ทดสอบการ Restore เป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่า Backup ใช้งานได้จริง

3) ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ Rocky Linux

  • อ่าน Release Notes ทุกครั้งเมื่อมีการอัปเกรดเวอร์ชันหลัก
  • เฝ้าสังเกตแพ็กเกจสำคัญที่เซิร์ฟเวอร์ใช้งานอย่างใกล้ชิด

สรุป: แนวทางปฏิบัติเมื่อย้ายจาก CentOS มา Rocky Linux

การใช้ Rocky Linux เป็นตัวเลือกหลักเพื่อ ทดแทน CentOS เป็นแนวทางที่มั่นคงและสอดคล้องกับการใช้งานในองค์กรจำนวนมาก หากวางแผนและเตรียมการอย่างเป็นระบบ การย้ายจะเป็นเรื่องที่จัดการได้ไม่ยาก

เพื่อให้การ ติดตั้ง Rocky Linux และการย้ายระบบจาก CentOS สำเร็จด้วยดี ควรให้ความสำคัญกับการสำรองข้อมูล การทดสอบระบบ และการตรวจสอบหลังย้ายอย่างรอบคอบ โดยสรุปแนวคิดสำคัญมีดังนี้

📌 ประเด็นที่นำไปใช้ได้จริง

  • สำรวจระบบ CentOS เดิมให้ครบถ้วน: บริการ, คอนฟิก, ฐานข้อมูล และโครงสร้างไฟล์
  • เตรียม Backup และทดสอบการ Restore ก่อนเริ่มกระบวนการใดๆ เสมอ
  • เลือกระหว่างการติดตั้งใหม่ (Clean Install) หรือการแปลงระบบ (In-place Conversion) ให้เหมาะกับลักษณะงาน
  • ใช้ไฟล์คอนฟิกใหม่ของ Rocky Linux เป็นฐาน แล้วค่อยผสานค่าจาก CentOS เดิมทีละส่วน
  • หลังย้ายระบบแล้วให้เฝ้าดู Log, Performance และการทำงานจริงอย่างต่อเนื่องในช่วงแรก
  • จัดตารางอัปเดตและสำรองข้อมูลสำหรับการดูแล Rocky Linux ระยะยาว

หากบทความนี้ช่วยให้การวางแผนและการย้ายระบบของคุณเป็นระเบียบและมั่นใจมากขึ้น ขอเรียนเชิญกลับมาติดตามอ่านบทความด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบคลาวด์ และการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน IT เพิ่มเติมได้เสมอ และหากเห็นว่าเนื้อหานี้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น กรุณาแบ่งปันต่ออย่างสุภาพ ทั้งเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการย้ายระบบของหลายๆ องค์กร และเพื่อให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางค่ะ

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆจากเราได้ทุกวัน
Shop SDesign Web Hosting & Web Design

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

coverblog 74

ก้าวต่อไปของ Shop SDesign กับพันธกิจช่วยธุรกิจไทยไปสู่ระดับโลก

ก้าวต่อไปของ Shop SDesign กับพันธกิจช่วยธุรกิจไทยไปสู่ระดับโลก เมื่อธุรกิจไทยต้องแข่งขันในตลาดที่เปิดกว้างทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง การมี วิสัยทัศน์บริษัท ที่ชัดเจนและมีทิศทางจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ไม่หยุดอยู่เพียงแค่การ “อยู่รอด” แต่ก้าวไ

coverblog 73

การสร้างสรรค์บทความด้วย AI แบบไม่เสียความเป็นตัวเอง (Human-AI Hybrid)

การสร้างสรรค์บทความด้วย AI แบบไม่เสียความเป็นตัวเอง (Human-AI Hybrid) การใช้ระบบช่วยเขียนเพื่อสร้าง AI Content กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเขียน นักการตลาด และเจ้าของธุรกิจออนไลน์ แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือ “ถ้าใช้ AI มากไป จะกลายเป็นบทความที่ขาด

การสร้างสรรค์บทความด้วย AI แบบไม่เสียความเป็นตัวเอง (Human-AI Hybrid)

การสร้างสรรค์บทความด้วย AI แบบไม่เสียความเป็นตัวเอง (Human-AI Hybrid) AI Content กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักการตลาด คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และธุรกิจที่ต้องผลิตเนื้อหาจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายคือจะใช้ AI อย่างไรให้ยังคง “ตัวตน” และเอกลักษณ์กา

Logo shopsdesign

บริการออนไลน์ครบวงจรจาก Shop SDesign

  • รับทำเว็บไซต์ WordPress: ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ รองรับการแสดงผลทุกหน้าจอ (Responsive) และเน้นการใช้งานที่ง่ายสำหรับเจ้าของธุรกิจ

  • บริการ SEO & Google Ads: ผลักดันเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรก Google ด้วยกลยุทธ์สายขาว เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและสร้างโอกาสในการขายอย่างยั่งยืน

  • Web Hosting & Cloud: บริการโฮสติ้งความเร็วสูง เสถียร และปลอดภัย พร้อมดูแลโดยทีมงานมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง

  • Domain & SSL Certificate: จดชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัย SSL (กุญแจเขียว) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและส่งผลดีต่อ SEO

บริการ เว็บโฮสติ้งคุณภาพ

บริการ เว็บโฮสติ้ง คุณภาพ

พร้อมบริการเสริมอีกมากมาย ดูแลซัพพอร์ทตลอด 24 ชม” บริการ เว็บโฮสต์ติ้ง  เพื่อให้ผู้ใช้บริการนำไปเพื่อสร้างเว็บไซต์ และนำเอกสารไฟล์รูปภาพรวมถึงไฟล์มีเดียต่างๆ ขึ้นมาไว้บน Server เพื่อให้สามารออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย Imunify360
และระบบ Control Panel  Plesk

Plesk

Control Panel

ระบบจัดการโฮสติ้ง - Plesk

Imunify360

ระบบรักษาความปลอดภัย Server

บริการ Web Hosting รับทำเว็บไซต์ wordpress